บทที่ 10 4.1 ความพยายามของอิงน่าน ปริยากรโสภณ

อิงน่าน Part

รุ่งเช้าวันแรกของปีผมก็รีบไปหาพี่หลงที่วัดตั้งแต่เก้าโมงแต่คนที่ทักผมคนแรกกลับเป็นน้าโปรดเสียงั้น คิ้วดกดำเลิกขึ้นมาในเวลาที่ได้สบตาคล้ายดังไม่มั่นใจว่าเป็นผม ตัวเองเลยรีบยกมือไหว้ทักทายเสียเลย

“แมงกระต่าย?”

“ครับน้าโปรด” ขนาดผมพยักหน้าตอบรับแล้วน้าโปรดก็ยังทำท่าไม่เชื่ออยู่ได้ ถ้าแกล้งลืมกันผมจะร้องไห้แล้วนะครับ

“ที่ผ่านมากินข้าวอร่อยล่ะสิท่า หึหึ”

เพียะ! “เลิกล้อน้องอิงได้ไหม จิ๊! ถอยไปเลยเกะกะอยู่ได้ หมับ! สวัสดีน้องอิงไม่ ได้เจอกันตั้งหลายปีคิดถึงจังเลย” แล้วก็เป็นพี่หลงที่วิ่งตึงตังลงมาจากกุฏิของหลวงพี่บอส มือขวาฟาดใส่แขนน้าโปรดจนผมแสบแทนเลยล่ะ

แต่แล้วสองแขนของพี่หลงก็คว้าเอาตัวผมไปกอดไว้ความอบอุ่นจากผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าทำให้ผมเผยยิ้มออกมาได้เต็มปาก ความรู้สึกที่มีคือเหมือนได้เจอกับพี่ชายอีกครั้งกลิ่นอายของพี่หลงก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม นั่นคือกลิ่นอายของความสดใสเจือไปด้วยความอบอุ่นและความสนิทใจยังคงมีให้กับพี่ชายคนนี้เช่นวันวาน

เพราะงั้นพอพี่หลงชวนผมไปบ้านสวนของน้ามินตัวเองถึงไม่ทักท้วงสักคำแถมยังช่วยกันเก็บผักมากมายใส่ตะกร้าที่มีน้าโปรดคอยถือไว้ให้ หลากหลายเรื่องราวถูกเราสองคนนำมาพูดจาให้กันฟังในเรื่องของคืนวันที่ไม่ได้พบเจอ ทั้งรอยยิ้มเสียงหัวเราะและความสบายใจครอบงำหัวใจผมเอาไว้คล้ายว่าวันเวลาเมื่อหลายปีก่อนได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง

“นี่ถามจริงเถอะแมงกระต่ายกินข้าวอร่อยทุกมื้อเลยเหรอ”

เพียะ! “หลงบอกแล้วไงว่าห้ามล้อน้องอิงอีก” แล้วคำถามจากน้ำเสียงราบเรียบของคนที่ถือตะกร้าผักก็ทำให้ผมหันไปมองหามือขวาอดยกมาเกาหัวด้วยความเคอะเขินกับคำถามนั้นไม่ได้ ดีที่พี่หลงเอาสายยางในมือฟาดใส่หลังคนหน้าตายเสียก่อนไม่งั้นผมก็ไม่รู้จะตอบน้าโปรดยังไงเหมือนกัน เพราะรู้ว่าในคำถามของคนหน้าตาเฉยชานั้นเป็นคำแซวชัวร์เลย

“เปล่าล้อครับเมียกูแค่จะบอกว่าแมงกระต่ายน่ารักดีแค่นั้นเอง”

“ขอบคุณครับน้าโปรดก็ยังไม่แก่ลงสักนิดเลยยังเหมือนน้าโปรดเมื่อหลายปีก่อนเลยครับ” ถึงไม่รู้ว่าน้าโปรดพูดจริงหรือแค่หยอกล้อแต่ผมก็รีบยกมือไหว้ไปก่อนล่ะ เพราะสำหรับผมแล้วน้าโปรดคือคนที่ผมอยากเป็นเหมือนเขาผู้เป็นต้นแบบที่ผมชื่นชมตั้งแต่อนุบาลแล้ว

ยิ่งมองร่างสูงใหญ่บึกบึนดวงตาเต็มไปด้วยความจริงจังมั่นคงและมีแต่กลิ่นอายความเป็นผู้นำความเด็ดขาดที่แฝงความอ่อนโยนเอาไว้ให้กับพี่หลงคนเดียวผมก็ยิ่งชื่นชมมากขึ้นไปอีก

“หึหึ ถ้าไอ้แมงหมูมาเห็นสงสัยมันจะอยากมีหมูน้อยไปเลี้ยงเป็นของตัวเองมั้ง”

“น้องอิงไม่ต้องไปสนใจหรอกพี่โปรดก็มีแต่พูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระตามประสาคนแก่นั่นแหละ เราขึ้นไปข้างบนดีกว่าเก็บผักได้ตั้งเยอะแน่ะพี่หลงฝากไปให้แม่ด้วยนะ” พี่หลงคงกลัวว่าผมจะคิดมากหรืออับอายกับคำหยอกเย้าของน้าโปรดล่ะมั้ง ถึงได้จับจูงผมให้เดินลัดเลาะแปลงผักหลายแปลงแล้วไปนั่งห้อยขาเล่นอยู่ที่ระเบียงบ้านแทน

“จะไปเรียนต่อที่กรุงเทพจริง ๆ ใช่ไหม”

“ครับพี่หลงอิงตั้งใจอย่างนั้นมานานแล้ว อิงตั้งใจเรียนตั้งแต่ประถมเพราะเป้า หมายนี้เลยนะ” น้ำหวานเย็นเจี๊ยบสองแก้วถูกน้าโปรดวางไว้ให้เราสองคนแล้วผู้ชายตัวใหญ่โตก็ล้มตัวนอนหนุนตักพี่หลงเสียเลย แม้จะโดนตีโดนผลักแถมบางทีผมยังเห็นพี่หลงจิกหัวน้าโปรดให้ออกจากตักตัวเองแต่ใครจะสู้แรงของผู้ชายตัวใหญ่อย่างน้าโปรดได้ล่ะสุดท้ายพี่หลงก็ทำได้แค่เลิกสนใจสามีตัวเองแล้วหันมาคุยกับผมแทน

“ดีใจจังที่น้องอิงไม่ลืมความตั้งใจของตัวเอง”

“ถึงใครจะลืมมันไปแล้วแต่อิงลืมไม่ลงหรอกครับ” รอยยิ้มอ่อนหวานฝ่ามืออ่อน โยนของพี่หลงยกขึ้นมาลูบหัวผมแผ่วเบา ในแววตานั้นแม้ไม่มีคำพูดใดผมก็รู้ว่ามันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและเห็นใจผมเหลือเกิน

“ยังจำที่พี่หลงเคยบอกได้ใช่ไหม”

“จำได้ครับพี่หลงเคยบอกว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือการเปลี่ยนแปลง” ในขณะที่ตอกย้ำความทรงจำของตัวเอง สายตาผมก็มองสบกับพี่หลงอย่างไม่คิดจะหลบตาสักนิดรอยยิ้มจึงบังเกิดจากพี่หลงส่งให้กับผมอีกครั้ง

“แล้วตอนนี้น้องอิงเตรียมใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรึยังล่ะ”

“อิงเตรียมใจไว้ทุกวินาทีเลยล่ะครับ” แววตานิ่งสงบและเยือกเย็นของพี่หลงคือสัญญาณเตือนให้ผมรับมือกับการเปลี่ยนไปของใครบางคน ตัวเองถึงได้พยักหน้ารับกลับ ไปด้วยใจที่หนักแน่นเช่นกัน

“ดีแล้วตอนนี้น้องอิงทั้งสุขภาพกายแข็งแรงสุขภาพใจแข็งแกร่งจนพี่หลงไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว” จากความสงบนิ่งตอนนี้รอยยิ้มบังเกิดขึ้นบนใบหน้าของพี่หลงแทน มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามจนผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมติณฑ์ถึงหลงรักพี่หลงมากนัก

“ถึงจะเตรียมใจไว้แล้วแต่ถ้าถึงวันนั้นอิงก็ยังเสียใจยังเจ็บปวดอยู่ล่ะพี่หลงอิงจะทำยังไงดี จะจัดการกับความรู้สึกเจ็บปวดขนาดนั้นได้ยังไง”

“นั่นแปลว่าน้องอิงยังเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่งคนเราถ้าเสียใจมันเป็นเรื่องปกติมากที่ตรงนี้จะเจ็บปวด หมับ! จากนั้นอยู่ที่ว่าน้องอิงจะจัดการกับความเจ็บปวดของตัวเองยังไงต่อไป” คงเป็นเพราะพี่หลงเพิ่งถือแก้วเย็นเฉียบขึ้นมาดื่มด่ำกับน้ำหวานที่สามีเอามาเสิร์ฟไว้ให้ ฝ่ามือที่เอื้อมมาจับมือผมเพื่อวางไว้บนอกข้างซ้ายของตัวเองถึงได้เย็นเข้าไปถึงหัวใจของผมเลย

“นาทีไหนก็ตามที่น้องอิงเจ็บปวดจนอยู่ตามลำพังไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวจนไม่เหลือใครขอให้น้องอิงหันมาหาพี่หลงนะ”

“ขอบคุณครับขอบคุณความอบอุ่นของพี่หลงที่มีให้อิงตลอดมา ขอบคุณจริง ๆ ครับ” น้ำเสียงหนักแน่นในวาจาของพี่หลงทำให้ผมอดน้ำตาคลอเพราะความห่วงใยของพี่ชายคนนี้ไม่ได้ นี่ไงล่ะสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยมันมีอยู่จริง ๆ ด้วย

“นี่แมงกระต่ายถ้ายังมั่นใจว่าจะเดินทางนี้ต่อไปก็เตรียมใจไว้ด้วยนะเพราะไอ้แมงหมูมันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“ถ้าพูดไม่ดีเอาแต่พูดให้คนเสียใจไม่ต้องพูดก็ได้นะไม่มีใครว่าเป็นใบ้หรอกโปรดปราณ” ถึงพี่หลงจะรีบโต้ตอบในประโยคบอกเล่าของน้าโปรดยังไงแต่ก็ไม่มีคำแก้ตัวใดในถ้อยคำพวกนั้นเหมือนกัน นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันว่าทุกคำของน้าโปรดเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอ

“ถ้าความเสียใจแค่นี้แมงกระต่ายรับไม่ได้แล้วคิดว่าจะรับกับความเจ็บปวดที่ต้องเจอได้เหรอ มึงก็รู้นะเอ๋อว่าไอ้แมงหมูมันเป็นยังไงตอนนี้มันฮอตกว่าพ่อมันเมื่อก่อนอีกไม่ใช่แค่นั้นมึงเองก็เห็นว่ามันใช้ผู้หญิงเปลืองจะตายเปลืองกว่าสมัยพวกกูยังหัวเกรียนตั้งเยอะ” คำพูดของน้าโปรดคล้ายว่าจะเป็นเหมือนมีดคมแทงเข้าไปทะลุสู่หัวใจของผมจนรู้สึกเหมือนใจจะขาดยังไงไม่รู้

แต่ผมไม่รู้สึกโกรธเคืองในเรื่องราวที่น้าโปรดเล่าให้ฟังสักนิด ใช่ว่าผมจะไม่รับรู้ในเรื่องนี้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้ไม่ได้พบพาหรือพูดคุยกันอีกเลย แต่ผมก็ยังเฝ้าติดตามข่าวคราวของใครคนนั้นตลอดใครคนนั้นที่กาลเวลาพาเขาจากไปและใครคนนั้นที่ผมยังเฝ้าใส่ใจเขาอยู่เสมอ

พรึ่บ! “ไอ้พี่โปรดหุบปากเดี๋ยวนี้!”

พรึ่บ! หมับ “ทำไมวะเมียก็กูพูดความจริงนี่หว่าก่อนมานี่กูยังเห็นไอ้แมงหมูมันสวบปากกับติวเตอร์ของมันอยู่เลย อีกอย่างมึงคิดว่าแมงกระต่ายจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรรึไงมันต้องรู้อะไรบ้างล่ะวะถึงจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเท่าพวกเราก็เถอะ ไงแมงกระต่ายรู้แล้วจะถอนตัวตอนนี้ก็ยังทันนะอย่าหาเรื่องให้ใจตัวเองเจ็บเลยสงสารมันบ้างเถอะหัวใจน่ะ” 

พี่หลงน่าจะโกรธน้าโปรดขึ้นมาจริง ๆ ถึงได้ผลักหัวสามีตัวเองออกจากตักอย่างแรงแล้วผลุนผลันลุกขึ้นยืนมือเท้าเอวด่าน้าโปรดเสียงดังเชียว น้าโปรดก็ใช่จะยอมอยู่นิ่งนะร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับคนรักมือซ้ายเอื้อมมาผลักหน้าผากพี่หลงจนหัวสั่นคลอน

เรื่องราวที่หลุดจากปากน้าโปรดตามด้วยคำถามจริงจังนั่นก็สั่นคลอนหัวใจผมได้ไม่น้อยทีเดียว แต่แวบหนึ่งนั้นคำสัญญาบางคำก็สร้างแรงผลักดันให้ผมยิ้มและตอบคำถามของน้าโปรดออกไปอย่างมั่นใจเช่นกัน

“เมื่อก่อนมีคนบอกให้อิงรออยู่ตรงนี้แล้วเขาจะมาหาอิงเอง อิงใช้เวลาในการเฝ้ารอเขามาสิบกว่าปีในขณะเดียวกันสิบกว่าปีนี้อิงก็ใช้เวลาไปกับการพยายามเพื่อจะได้เป็นคนเดินไปหาเขาเอง เมื่อวันเวลาที่อิงเฝ้ารอคอยใกล้มาถึงอิงก็จะไม่ปล่อยให้ความกลัวว่าจะผิดหวังมารั้งอิงเอาไว้หรอกครับ วันข้างหน้าอิงจะเป็นคนเดินไปรับติณฑ์เอง” ทุกคำที่ผมบอกเล่าให้พี่หลงกับน้าโปรดได้รับฟังคือความมั่นใจทั้งนั้น

แม้จะรู้ว่ารอยยิ้มของตัวเองไม่ได้สดใสเหมือนสีหัวใจผมก็ยังคงหม่นหมองเหลือเกิน แต่อย่างที่บอกไปว่าสิบกว่าปีมานี้ผมสะสมความอดทนและความพยายามเอาไว้เยอะพอดู เพราะงั้นผมจะเดินตามความต้องการที่ตัวเองได้ตัดสินใจเอาไว้มาเนิ่นนานจะเดินไปให้สุดทางเท่าที่จะมีทางให้ผมได้เดิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป